news

คนร้ายสุดโหดขี่จยย.ตามประกบ ยิงนศ.ปี1ดับ

คนร้ายสุดโหดขี่จยย.ตามประกบยิง นศ.ปวส.ชั้นปีที่ 1 ร่วงคารถเสียชีวิต เพื่อนงงไม่รู้สาเหตุการตามฆ่า ยันไม่เคยมีเรื่องกับใคร เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ศูนย์วิทยุ 191 ภ.จว.พิษณุโลก ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินขอความช่วยเหลือมีวัยรุ่นถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวน 1 ราย บริเวณริมถนนเส้นพิษณุโลก – วัดโบสถ์ หน้าบ้านเลขที่ 30/2 หมู่ 1บ้านไผ่ค่อม ต.ปากโทก อ.เมือง จ.พิษณุโลกหลังรับแจ้งจึงประสานตำรวจชุดสืบสวนสภ.เมืองพิษณุโลก

รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบร่างของนายวิทวัส ละมูล อายุ 18 ปี นักศึกษาระดับชั้นปวส.ปีที่1 แผนกช่างไฟฟ้า วิทยาลัยแห่งหนึ่งในจ.พิษณุโลก ถูกคนร้ายใช้ปืนลูกซองยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกฝั่งซ้ายและท่อนแขนข้างซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์ 5 แห่ง นอนหายใจรวยริน เจ้าหน้าที่ได้ปั้มหัวใจนานกว่า 30 นาที ไม่มีอาการตอบสนองใดๆ จึงช่วยกันเคลื่อนย้ายนำตัวส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลพุทธชินราชแต่ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

 จากการสอบสวน นายเอ.(นามสมมุติ )อายุ 18 ปีเพื่อนร่วมชั้นเรียนของผู้เสียชีวิต ให้การว่าก่อนหน้าเกิดเหตุตนเองพร้อมกับนายวิทวัส และเพื่อนอีก 1 คนชักชวนพากันไปแข่งขันเตะฟุตบอล 7 คนซึ่งจัดการแข่งขันที่ร.ร.วัดธรรมาราม ต.วังฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เมื่อแข่งขันเสร็จตามปกติแต่ก็ไม่ได้มีเรื่องกับใคร จึงพากันไปนั่งเล่นต่อที่บ้านเพื่อนในละแวกดังกล่าว กระทั่งมืดค่ำจึงขี่จยย. 2 คันกลับบ้านพักในตัวเมืองพิษณุโลก โดยนายวิทวัสขี่จยย.เพียงคนเดียว ส่วนตนขี่รถโดยมีเพื่อนอีกคนนั่งซ้อนท้ายไปด้วย กระทั่งมาถึงบริเวณสวนยิ่งพันธ์ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม ปรากฏว่ามีคนร้ายโพกผ้าปิดบังใบหน้าขี่จยย.ฮอนด้ารุ่นดรีม 125 สีชมพู ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน และไม่ทราบยี่ห้อ  2 คันคาดว่ามีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คนขี่แซงขึ้นมาประกบฝั่งขวาแล้วชักปืนลูกซองสั้นออกมายิงใส่ตน 1 นัด กระสุนพุ่งเจาะไปที่ตัวรถแต่ไม่ถูกตัว จากนั้นคนร้ายได้หักลำกล้องใส่ลูกกระสุนกลับเข้าไปใหม่แล้วหันไปจ่อยิงนายวิทวัสที่ขี่มาคนเดียว จนรถล้มคว่ำก่อนจะขี่รถหลบหนีหายไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นตั้งสติอุ้มร่างเพื่อนขึ้นจยย.ซ้อน 3 หนีตายกว่า 10 กม.จึงได้แจ้งชาวบ้านให้ช่วย ส่วนสาเหตุการถูกทำร้ายครั้งนี้ยังไม่ทราบว่ามาจากเรื่องใดเพราะไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews